วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เทคโนโลยีใหม่ Wireless USB




 เทคโนโลยีเชื่อมต่อยูเอสบีแบบไร้สายหรือ Wireless Universal Serial Bus มาแล้ว โดยกลุ่มผู้จำหน่ายสินค้าไอทีของสหรัฐฯวางกำหนดการเริ่มทำตลาดอุปกรณ์ที่ใช้ เทคโนโลยีเชื่อมต่อยูเอสบีเวอร์ชันไร้สายไว้ที่ไตรมาสสาม ปีนี้ ท่ามกลางการจับตามองว่าจะสามารถถล่มเจ้าตลาดในขณะนี้อย่างไว-ไฟ (Wi-Fi) ได้หรือไม่
      
       

  • กำหนดคลอดไตรมาสสาม
           
           ยู เอสบีไร้สายหรือไวร์เลสยูเอสบีจะทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ เข้ากับคอมพิวเตอร์พีซีได้โดยไม่มีสายระโยงระยาง ทั้งเครื่องพรินเตอร์ กล้องดิจิตอล เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลพกพา รวมถึงเอ็กซ์เทอร์นอลฮาร์ดไดร์ฟ สามารถส่งถ่ายข้อมูลได้ในอัตรา 480 เมกะบิตต่อวินาที เท่ากันกับมาตรฐานยูเอสบี 2.0 ที่ใช้กันอยู่ตามปกติ จุดต่างคือระยะทางที่ตั้งอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อยูเอสบีไร้สาย จะต้องตั้งอยู่ใกล้กับเครื่องพีซีมากกว่าการเชื่อมต่อแบบสายปกติ
          
           "ผลิตภัณฑ์ ที่จะใช้เทคโนโลยียูเอสบีไร้สายก่อนใครคือ เอ็กซ์เทอร์นอลฮาร์ดไดร์ฟ กล้องดิจิตอล และพรินเตอร์" เจฟฟ์ ราเวนคราฟท์ (Jeff Ravencraft) ประธานกลุ่มผู้ผลิตสินค้าที่ใช้การเชื่อมต่อยูเอสบี (USB Implementers Forum) ซึ่งควบตำแหน่งผู้วางกลยุทธ์ทางเทคโนโลยีของอินเทล กล่าวให้สัมภาษณ์ในงานประชุมนักพัฒนาของอินเทลหรือ Intel Developer Forum จัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา "เราจะเริ่มเห็นก้าวใหม่ของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในช่วงไตรมาสสามถึงปลายปีนี้"
          
           โดย ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศเปิดตัวมาตรฐานใหม่สำหรับสร้างความมั่นใจว่าการเชื่อมต่อพีซี และอุปกรณ์ข้างเคียงด้วยไวร์เลสยูเอสบีนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องและได้มาตรฐาน ในชื่อ Wireless Association Specification
          
           ปัจจุบัน การเชื่อมต่อด้วยยูเอสบีนั้นได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ผลิตสินค้าไอทีในวง กว้าง ทั้งกล้องดิจิตอล สแกนเนอร์ โทรศัพท์มือถือ พีดีเอ เครื่องเขียนแผ่นดีวีดี หรืออุปกรณ์ทั้งหลายที่มีการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์พีซี โดยราเวนคราฟท์คาดว่าจะมีอุปกรณ์ที่หันมารองรับการเชื่อมต่อไวร์เลสยูเอสบี มากถึง 127 ชนิด ภายใต้มาตรฐาน Wireless Association Specification
          
           

  • เปิดศึกกับไว-ไฟ
          
           ไวร์ เลสยูเอสบีใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สายที่มีชื่อเรียกว่าอัลตราไวด์แบนด์ หรือ ultrawideband (UWB) เป็นคนละเทคโนโลยีกับการเชื่อมต่อแบบไว-ไฟ (Wi-Fi) ที่มีในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในตลาดขณะนี้ เช่นกล้องดิจิตอลจากนิคอนและแคนอนที่เพิ่งลงตลาดไปเมื่อไม่นานมานี้
          
           จุด นี้ราเวนคราฟต์เชื่อว่า ไวร์เลสยูเอสบีจะสามารถแทรกตลาดไว-ไฟได้อย่างไม่ยากเย็น เนื่องจากคุณสมบัติในการประหยัดพลังงานของไวร์เลสยูเอสบี ที่เหนือกว่าไว-ไฟมากนัก โดยอ้างว่าไวร์เลสยูเอสบีใช้พลังงานเพียงครึ่งหนึ่งของเทคโนโลยีไว-ไฟ
          
           "โทรศัพท์ มือถือและกล้องดิจิตอลไฮด์เอนด์จำนวนมากเริ่มใช้ไว-ไฟ แม้จะยังมีปัญหาในเรื่องการถนอมพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลาย" ราเวนคราฟท์กล่าว "ต่อไปผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและกล้องดิจิตอลจะเห็นเองว่า UWB เป็นเทคโนโลยีเชื่อมต่อแบบเครื่องต่อเครื่อง หรือ Point to point ที่ดีและประหยัดพลังงานที่สุด"
          
           อัตราความเร็วในการส่ง ข้อมูลสูงสุดของไวร์เลสยูเอสบีอยู่ที่ 480 เมกะบิตต่อวินาที ต่ำสุดอยู่ที่ 110 เมกะบิตต่อวินาที รัศมีทำการไกลที่สุดอยู่ที่ 30 ฟุต ซึ่งราเวนคราฟท์คาดว่าในอนาคต ไวร์เลสยูเอสบีจะสามารถพัฒนาความเร็วในการส่งข้อมูลได้มากถึง 1 กิกาบิตต่อวินาทีหรือมากกว่านั้น
          
           สำหรับวิธีการใช้ ไวร์เลสยูเอสบี ราเวนคราฟท์กล่าวว่าจะต้องเสียบการ์ดเชื่อมต่อลงในเมนบอร์ดของเครื่องพีซี ที่ต้องการ เครื่องพีซีจึงจะสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ฝังเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในตัว เครื่องโดยผ่านทางพาธ (path) รับส่งข้อมูลช่องเดียวกับที่ยูเอสบีแบบมีสายปกติใช้


  •               ยู เอสบีไร้สายหรือไวร์เลสยูเอสบีจะทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ เข้ากับคอมพิวเตอร์พีซีได้โดยไม่มีสายระโยงระยาง ทั้งเครื่องพรินเตอร์ กล้องดิจิตอล เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลพกพา รวมถึงเอ็กซ์เทอร์นอลฮาร์ดไดร์ฟ สามารถส่งถ่ายข้อมูลได้ในอัตรา 480 เมกะบิตต่อวินาที เท่ากันกับมาตรฐานยูเอสบี 2.0 ที่ใช้กันอยู่ตามปกติ จุดต่างคือระยะทางที่ตั้งอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อยูเอสบีไร้สาย จะต้องตั้งอยู่ใกล้กับเครื่องพีซีมากกว่าการเชื่อมต่อแบบสาย ปกติ             

    เจฟฟ์ ราเวนคราฟท์ (Jeff Ravencraft) ประธานกลุ่มผู้ผลิตสินค้าที่ใช้การเชื่อมต่อยูเอสบี (USB Implementers Forum) ซึ่งควบตำแหน่งผู้วางกลยุทธ์ทางเทคโนโลยีของอินเทล กล่าวให้สัมภาษณ์ในงานประชุมนักพัฒนาของอินเทลหรือ Intel Developer Forum จัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา "เราจะเริ่มเห็นก้าวใหม่ของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในช่วงไตรมาสสามถึงปลายปี นี้"โดยในวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศเปิดตัวมาตรฐานใหม่สำหรับสร้างความมั่นใจว่าการเชื่อมต่อพีซี และอุปกรณ์ข้างเคียงด้วยไวร์เลสยูเอสบีนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องและได้มาตรฐาน ในชื่อ Wireless Association Specification           

    ปัจจุบัน การเชื่อมต่อด้วยยูเอสบีนั้นได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ผลิตสินค้าไอทีในวง กว้าง ทั้งกล้องดิจิตอล สแกนเนอร์ โทรศัพท์มือถือ พีดีเอ เครื่องเขียนแผ่นดีวีดี หรืออุปกรณ์ทั้งหลายที่มีการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์พีซี โดยราเวนคราฟท์คาดว่าจะมีอุปกรณ์ที่หันมารองรับการเชื่อมต่อไวร์เลสยูเอสบี มากถึง 127 ชนิด ภายใต้มาตรฐาน Wireless Association Specification                           

    ไวร์เลสยูเอสบีใช้ เทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สายที่มีชื่อเรียกว่าอัลตราไวด์แบนด์หรือ ultrawideband (UWB) เป็นคนละเทคโนโลยีกับการเชื่อมต่อแบบไว-ไฟ (Wi-Fi) ที่มีในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ในตลาดขณะนี้ เช่นกล้องดิจิตอลจากนิคอนและแคนอนที่เพิ่งลงตลาดไปเมื่อไม่นานมา นี้                           

    "โทรศัพท์มือถือและกล้องดิจิตอล ไฮด์เอนด์จำนวนมากเริ่มใช้ไว-ไฟ แม้จะยังมีปัญหาในเรื่องการถนอมพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลาย" ราเวนคราฟท์กล่าว อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุดของไวร์เลสยูเอสบีอยู่ที่ 480 เมกะบิตต่อวินาที ต่ำสุดอยู่ที่ 110 เมกะบิตต่อวินาที รัศมีทำการไกลที่สุดอยู่ที่ 30 ฟุต ซึ่งราเวนคราฟท์คาดว่าในอนาคต ไวร์เลสยูเอสบีจะสามารถพัฒนาความเร็วในการส่งข้อมูลได้มากถึง 1 กิกาบิตต่อวินาทีหรือมากกว่านั้นสำหรับวิธีการใช้ไวร์เลสยูเอสบี ราเวนคราฟท์กล่าวว่าจะต้องเสียบการ์ดเชื่อมต่อลงในเมนบอร์ดของเครื่องพีซี ที่ต้องการ เครื่องพีซีจึงจะสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ฝังเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในตัว เครื่องโดยผ่านทางพาธ (path) รับส่งข้อมูลช่องเดียวกับที่ยูเอสบีแบบมีสายปกติใช้

    www.manager.co.th

    WiMax เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะมาถึง


    จะเกิดอะไรขึ้นถ้า Wi-Fi ที่ใช้ๆ กันอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีรัศมีบริการประมาณ 100 เมตร มันเกิดมีความสามารถในการให้บริการรัศมีเพิ่มเป็นหลายสิบกิโลเมตร และความเร็วสูงอีกด้วย ถ้าจังหวัดเล็ก ๆ จังหวัดหนึ่งมี Hot Spot จุดเดียวก็สามารถเชื่อมต่อ Internet รับส่งข้อมุลต่างๆทั้งภาพและเสียงได้เต็มรูปแบบ จากทุกพื้นที่ในจังหวัด ฟังดูเหลือเชื่อน่ะครับ แต่ที่ต้องเชื่อเพราะมันเกิดขึ้นแล้วและมันมีชื่อเรียกใหม่เพื่อให้แตกต่าง ว่า "WiMax" จริงๆ แล้วผมเองกำลังจะเขียนเรื่องนี้อยู่พอดี ก็เลยลองหาข้อมุลดจากเวบไซต์ต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกัยเทคโนโลยีใหม่นี้ และก็เจอข้อมูลมาพอสมควร แล้วก็เจอข้อมูลภาษาไทยอันนึง ลองอ่านดู เห็นว่าเค้าแปลและเรียบเรียงได้ค่อนข้างดี อ่านง่าย ลงรายละเอียดบ้างแต่ไม่หนักเรื่องทางเทคนิคมาก ก็เลยคิดว่าไม่ต้องเขียนใหม่ดีกว่า คัดลอกมาเผยเพร่น่าจะดีกว่า(เสร็จ...เลย)
     

    เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็น โครงข่ายสื่อสารที่โยงใยผู้คนทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน การสื่อสารไร้สายความเร็วสูงที่ครอบคลุมพื้นที่ได้ถูก วิวัฒนาการขึ้น ให้ผู้คนโลดแล่นไปเฉกเช่นจินตนาการของโลกแห่งเวทมนต์ ก็เพียงแต่คุณอยู่หน้าจอ ก็สามารถเดินทางรอนแรมท่องเที่ยวไปทั่วโลกได้เพียงชั่ว พริบตา...
    ในยุคแรกของการนำเอาเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายมาใช้ งานนั้นมักจะมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมต่อแบบ จุดต่อจุด (Point-to-Point) ซึ่งเชื่อมโยงระบบ เครือข่ายภายในอาคาร 2 แห่งเข้าด้วยกันเพื่อให้ติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ซึ่งต่อมาการใช้งานรูปแบบนี้มีข้อจำกัด จึงได้มีการพัฒนาการเชื่อมต่อในอีกรูปแบบหนึ่ง ขึ้น โดยเป็นการเชื่อมต่อแบบจุดหนึ่งไปหลายๆ จุดได้ (Point-to-Multipoint) ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ผู้ให้บริการระบบอินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์สามารถให้บริการ ที่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ ได้กว้างขึ้น ซึ่งในแง่ของธุรกิจแล้วนั้นให้ความคุ้มค่าในการลงทุนมากกว่า ดังนั้นระบบบรอดแบนด์ไร้สายจึงเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ ผู้ให้บริการสามารถขยายพื้นที่ในการให้บริการบรอดแบนด์ได้อย่างรวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ อีกทั้งยังใช้งบประมาณในการลงทุนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการติด ตั้งระบบบรอดแบนด์แบบใช้สายอย่างโครง--ข่ายใยแก้วนำแสงที่ต้องมีการลากสาย และติดตั้งท่อ ร้อยสายใต้ดินรวมถึงจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้ในการใช้ บริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงในราคาประหยัดอีกด้วย

    สำหรับการเติบโตของบรอดแบนด์ทั่วโลกโดยเฉพาะใน ภูมิภาคเอเชียนั้นได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและได้ มีการคาดการณ์ไว้ว่า จะยังคงเติบโตต่ออย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการการสื่อสารข้อมูลที่มีความเร็วสูงมากกว่า แต่เทคโนโลยีเก่าอย่าง Dial-Up ไม่สามารถตอบสนองความ ต้องการของผู้ใช้งานและสื่อแบบมัลติมีเดียที่เป็นการสื่อสารทั้งสัญญาณภาพ เสียงและข้อมูลได้
    ดังนั้นจากเหตุผลที่ได้ กล่าวมาทำให้เทคโนโลยีการสื่อสารบรอดแบนด์ไร้สายกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ลง ทุนต่ำและเป็นเทคโนโลยีซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ ใช้ในการให้บริการได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นส่วนขยายของบริการฮอตสปอทหรือการบ ริการบรอดแบนด์ความเร็วสูงไปยังจุดซึ่งโครงข่ายใยแก้วนำแสงไม่ได้ ครอบคลุมถึงตลอดจนเป็นส่วนขยายไปยังผู้ใช้ ปลายทางหรือที่เรียกว่า Last Mile ของเทคโนโลยีแบบมีสายอื่นๆ

    WiMax คืออะไร ?

    WiMax เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่คาดหมายกันว่า จะถูกนำมาใช้งานในอนาคต อันใกล้นี้ โดย WiMax เป็นชื่อย่อของ Worldwide Interoperability for Microwave Access ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่ถูก พัฒนาขึ้นมาบนมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งต่อมา ก็ได้พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.16a ขึ้น โดยได้อนุมัติออกมาเมื่อเดือนมกราคม 2004 โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่งมีรัศมีทำการที่ 30 ไมล์ หรือเป็นระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร ซึ่งนั่นหมายความว่า WiMax สามารถ ให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G มากถึง 10 เท่า ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีอัตราความเร็วในการส่งผ่าน ข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G ถึง 30 เท่าทีเดียว
      
     


     โดยมาตรฐาน IEEE 802.16a หรือ WiMax มีความสามารถในการส่งกระจายสัญญาณในลักษณะ จากจุดเดียวไปยังหลายจุด (Point-to-multipoint) ได้พร้อมๆ กัน โดยมีความสามารถรองรับการทำงานในแบบ Non-Line-of-Sight ได้ สามารถทำงานได้แม้กระทั่งมีสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ หรือ อาคารได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ WiMax ช่วยให้ผู้ที่ใช้งานสามารถ ขยายเครือข่ายเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กว้างขวางด้วยรัศมีทำการถึง 30 ไมล์ หรือ ประมาณ 48 กิโลเมตร และมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูล สูงสุดถึง 75 Mbps มาตรฐาน IEEE 802.16a นี้ ใช้งานอยู่บนคลื่นไมโครเวฟ ที่ความถี่ ระหว่าง 2-11 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) และยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐานชนิดอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี

    จากจุดเด่นในการทำงานของ WiMax ข้างต้น ทำให้เทคโนโลยีตัวนี้สามารถตอบสนองความต้องการ ของการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้กับพื้นที่ ที่ห่างไกล ที่สายเคเบิ้ลไม่สามารถลากไปไม่ถึงได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเพิ่มความสะดวกสบาย และประหยัดสำหรับการขยายเครือข่ายในเมืองที่มีอยู่แล้วได้ เนื่อง จากไม่ต้องลงทุน ขุดถนนเพื่อวางสายเคเบิลใยแก้วใหม่ นอกจากนั้น WiMax หรือบรอด--แบนด์ไร้สาย มาตรฐาน IEEE 802.16a ยังได้รับการปรับปรุง ประสิทธิภาพของคุณภาพในการให้บริการ (QoS) ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานภาพ (Video) หรือการใช้งานเสียง (Voice) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากร ของเครือข่ายมากอย่างเก่า (Low-Latency Network) อีกทั้งในเรื่องของความปลอดภัยยังได้เพิ่มคุณสมบัติของความเป็นส่วนตัว (Privacy) ซึ่งต้องได้ รับอนุญาติ (Authentication) ก่อนที่จะเข้าออกเครือข่าย และข้อมูลต่างๆ ที่รับส่งก็จะได้รับการเข้ารหัส (Encryption) อีกด้วย ทำให้การรับส่งข้อมูลบน มาตรฐานตัวนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น
    ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวนี้ ทำให้เราสามารถนำ WiMax ไปประยุกต์เพื่อลดช่องว่างของ เทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลที่เทคโนโลยีเข้าไปไม่ถึง ตลอดจนสนอง ความต้องการการใช้งานบรอดแบนด์ในเมืองที่มีพื้นที่แออัดได้อย่างสะดวกรวด เร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่าการติดตั้งเครือข่ายในแบบวางสายสัญญาณที่ ใช้งานกันอยู่

    3G และ 4G เทคโนโลยีใหม่มาแรง


    3G และ 4G เทคโนโลยีใหม่มาแรง

          เมื่อก่อนเราใช้โทรศัพท์เป็นโทรศัพท์ คือใช้โทรได้อย่างเดียว นั้นเรียกว่ายุค 1G พอยุค 2G โทรศัพท์ก็สามารถถ่ายรูปได้ ส่งข้อความได้ ส่งอีเมล์ได้ แต่ยังติดขัดอยู่ในเรื่องของสัญญาณติดๆ ขัดๆ เวลาเคลื่อนไหว ส่วน 3G จริงๆ แล้วก็คือระบบโทรศัพท์ที่พัฒนาอีกขั้นหนึ่งให้มีการเชื่อมต่อตลอดเวลา ในเรื่องของข้อมูล เฉพาะฉะนั้นในด้านการเชื่อมต่อข้อมูลจะดีกว่า อีกทั้งยังไม่ได้คิดราคาตามเวลาการใช้ แต่จะคิดตามอัตราการโหลดข้อมูล และมีความเร็วในการใช้งานที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นโทรศัพท์ในยุค 3G จึงไม่ใช่แค่เพียงโทรศัพท์อีกต่อไป 3G ทำให้การพูดคุยสามารถเห็นหน้ากันได้ หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของซอฟท์แวร์ก็จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในโทรศัพท์ ก็คืออีกสักหน่อยโทรศัพท์อาจจะส่งสัญญาณให้ควบคุมสิ่งของที่บ้าน เช่น ส่งให้เปิดปิดตู้เย็น เปิดปิดหม้อหุงข้าว เป็นต้น หรือข้อมูลอะไรต่างๆ ที่มีพื้นที่การเก็บข้อมูลมากๆ 3G ก็จะให้ประโยชน์เหล่านี้นั้นเอง อย่างเช่น แผนที่เราก็สามารถดาวน์โหลดได้จากอินเตอร์เนตเข้ามาที่โทรศัพท์โดยผ่านระบบ 3G นี้ได้เลย 

     3G
    เทคโนโลยีใหม่

           คำว่า 3G ในเรื่องของโทรศัพท์ก็คือมาตรฐานการพัฒนาซึ่งแบ่งเป็นยุคๆ ตั้งแต่ยุค 1G ที่โทรศัพท์เป็นแบบเซลลูล่าอันใหญ่ๆ ใช้สัญญาณอนาลอก หรือสัญญาณคลื่นวิทยุซึ่งเกิดในปี 1981 ยุคต่อมาคือ 2G เริ่มในปี 1992 โดยใช้ระบบดิจิตอล คือการนำสัญญาณเสียงมาบีบอัดให้เล็กลงจนเป็นสัญญาณอิเล็กโทรนิค ต่อมาในปี 2001 ก็เริ่มมีการใช้โทรศัพท์ 3G ที่ญี่ปุ่นเป็นที่แรกที่นำระบบ 3G เข้ามาใช้จนถึงทุกวันนี้ จุดเด่นของ 3G คือรับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ส่วนจุดอ่อนของ 3G คือ การเปลี่ยนจาก 2G ปัจจุบันในประเทศไทยเรานั้นน่าจะเรียกว่าระบบ 2.9G คือจากระบบ 2G เป็น 2.5G จนมาเป็น 2.9G เช่น สามารถถ่ายภาพแล้วก็อัฟเดตขึ้น Facebook ได้เลย แต่ก็ยังต้องคอยอยู่ดี แต่ถ้าเป็น 3G แล้วก็จะเร็วขึ้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นก็เลยถือว่ามันไม่ได้ตอบสนองโจทย์ทั้งหมด เพราะถ้าจะพัฒนาระบบทั้งหมดให้เป็น 3G ต้องใช้งบลงทุนมากมายมหาศาล แต่สิ่งที่ได้มาบางทีอาจจะไม่คุ้มกับการใช้งานจริง ในส่วนของประเทศที่ใช้ 3G มานานแล้วเขามองว่าจะเปลี่ยนเป็นระบบ 4G กันแล้ว 4G เป็นเหมือนการสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกๆ 10 ปี

        4G มีลักษณะแตกต่างจาก 3G คือ ในเรื่องของการเชื่อมต่อแบบเคลื่อนไหวไร้รอยต่อ 4G เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบใหม่นี้จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติ การเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนั้น สถานีฐาน ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง และมีต้นทุนการติดตั้งที่แพงลิ่วในขณะนี้ จะมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว

         สำหรับ 4G จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ระดับ 10 กิโลบิตต่อวินาที นอกจากนี้ การพัฒนาต่างๆ ที่ ระบบ 3G รองรับ ระบบ 4G ก็จะรองรับในเวอร์ชั่นที่สูงกว่า อย่างเช่น การใช้งานมัลติมีเดียที่ดีขึ้น การรับส่งข้อมูลในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นกว่า การเข้าถึงข้อมูลที่เป็นสากลและความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ รูปแบบต่างๆ ได้ ผู้ที่อยู่ในแวดวงการอุตสาหกรรมต่างยังลังเลที่จะคาดการณ์ ทิศทางที่เทคโนโลยีในอนาคตอันใกล้จะเป็นไป แต่ก็คาดว่าการพัฒนาของ ระบบ 4G ได้รวมเอาความสามารถในการค้นหาสัญญาณเครือข่ายได้ทั่วโลกเข้าไว้ ด้วย ระบบ 4G อาจจะเชื่อมต่อโลกทั้งใบและสามารถกระทำได้ในทุกที่ไม่ว่าจะอยู่บนหรือแม้จะอยู่เหนือพื้นผิวของโลกได้อย่างแท้จริง


    4G
     นวัตกรรม 3G และ 4G

          3G มาไม่ทันไร 4G ก็ออกมาอีกแล้ว แต่มีเทคโนโลยีหนึ่งที่ไม่เคยเก่าและไม่เคยตกรุ่นเลย อีกทั้งยังเป็นสุดยอดเทคโนโลยี สุดยอดนวัตกรรม จะกี่หมื่นกี่แสนล้านปีก็ยังใหม่อยู่เสมอ หรือจะต่อไปในอีกแสนล้านปี ก็รับประกันได้ว่ายังใหม่เสมอ นั่นก็คือ ตัวของเรานี่แหละ ซึ่งประกอบด้วย กายกับใจ นี่คือสุดยอดนวัตกรรมสุดยอดของโลกที่จะหาใดมาเปรียบ ไม่ว่าเทคโนโลยีใดก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ เพราะการบรรลุธรรมนั้นต้องอาศัยกายมนุษย์เท่านั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ต้องมาเกิดบนโลกได้กายมนุษย์ แล้วบำเพ็ญเพียรจึงจะบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เทคโนโลยี 3G หรือ 4G นั้นแม้จะมีความเร็วมากมายเพียงใด ก็เป็นเพียงความเร็วในการส่งข้อมูล เช่น ดาวน์โหลดหนังเรื่องหนึ่งในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที แล้วเราต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการนั่งดูหนังเรื่องนั้น 3G หรือ 4G เป็นพียงเทคโนโลยีที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูล แต่ไม่เคยมีใครเอ่ยถึงความเร็วในการรับรู้ข้อมูล  เช่น เราโหลดหนังเรื่องหนึ่งใช้เวลา 2 นาที แต่เราต้องใช้เวลาในการดูถึง 2 ชั่วโมง จะทำให้การดูเร็วขึ้นโดยการเพิ่มความเร็วก็ไม่ได้ เดี่ยวตาลาย งงเอา

    แรม (RAM)

    RAM ย่อมาจากคำว่า Random-Access Memory เป็นหน่วยความจำของระบบ มีหน้าที่รับข้อมูลเพื่อส่งไปให้ CPU ประมวลผลจะต้องมีไฟเข้า Module ของ RAM ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็น chip ที่เป็น IC ตัวเล็กๆ ถูก pack อยู่บนแผงวงจร หรือ Circuit Board เป็น module
    เทคโนโลยีของหน่วยความจำมีหลักการที่แตกแยกกันอย่างชัดเจน 2 เทคโนโลยี คือหน่วยความจำแบบ DDR หรือ Double Data Rate (DDR-SDRAM, DDR-SGRAM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากเทคโนโลยีของหน่วยความจำแบบ SDRAM และ SGRAM และอีกหนึ่งคือหน่วยความจำแบบ Rambus ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่มีแนวคิดบางส่วนต่างออกไปจากแบบอื่น


    SDRAM

    รูปแสดง SDRAM
    อาจจะกล่าวได้ว่า SDRAM (Synchronous Dynamic Random Access Memory) นั้นเป็น Memory ที่เป็นเทคโนโลยีเก่าไปเสียแล้วสำหรับยุคปัจจุบัน เพราะเป็นการทำงานในช่วง Clock ขาขึ้นเท่านั้น นั้นก็คือ ใน1 รอบสัญญาณนาฬิกา จะทำงาน 1 ครั้ง ใช้ Module แบบ SIMM หรือ Single In-line Memory Module โดยที่ Module ชนิดนี้ จะรองรับ datapath 32 bit โดยทั้งสองด้านของ circuite board จะให้สัญญาณเดียวกัน

    DDR - RAM



    รูปแสดง DDR - SDRAM

    หน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM นี้พัฒนามาจากหน่วยความจำแบบ SDRAM เอเอ็มดีได้ทำการพัฒนาชิปเซตเองและให้บริษัทผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่อย่าง VIA, SiS และ ALi เป็นผู้พัฒนาชิปเซตให้ ปัจจุบันซีพียูของเอเอ็มดีนั้นมีประสิทธิภาพโดยรวมสูงแต่ยังคงมีปัญหาเรื่อง ความเสถียรอยู่บ้าง แต่ต่อมาเอเอ็มดีหันมาสนใจกับชิปเซตสำหรับซีพียูมากขึ้น ขณะที่ทางเอเอ็มดีพัฒนาชิปเซตเลือกให้ชิปเซต AMD 760 สนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยความจำแบบ DDR เพราะหน่วยความจำแบบ DDR นี้ จัดเป็นเทคโนโลยีเปิดที่เกิดจากการร่วมมือกันพัฒนาของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เอเอ็มดี, ไมครอน, ซัมซุง, VIA, Infineon, ATi, NVIDIA รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรายย่อยๆ อีกหลายDDR-SDRAM เป็นหน่วยความจำที่มีบทบาทสำคัญบนการ์ดแสดงผล 3 มิติ
    ทางบริษัท nVidia ได้ผลิต GeForce ใช้คู่กับหน่วยความจำแบบ SDRAM แต่เกิดปัญหาคอขวดของหน่วยความจำในการส่งถ่ายข้อมูลทำให้ทาง nVidia หาเทคโนโลยีของหน่วยความจำใหม่มาทดแทนหน่วยความจำแบบ SDRAM โดยเปลี่ยนเป็นหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM การเปิดตัวของ GeForce ทำให้ได้พบกับ GPU ตัวแรกแล้ว และทำให้ได้รู้จักกับหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM เป็นครั้งแรกด้วย การที่ DDR-SDRAM สามารถเข้ามาแก้ปัญหาคอคอดของหน่วยความจำบนการ์ดแสดงผลได้ ส่งผลให้ DDR-SDRAM กลายมาเป็นมาตรฐานของหน่วยความจำที่ใช้กันบนการ์ด 3 มิติ ใช้ Module DIMM หรือ Dual In-line Memory Module โดย Module นี้เพิ่งจะกำเนิดมาไม่นานนัก มี datapath ถึง 64 bit โดยทั้งสองด้านของ circuite board จะให้สัญญาณที่ต่างกัน

    Rambus

    รูปแสดง Rambus

    Rambus นั้นทางอินเทลเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนหลักมาตั้งแต่แรกแล้ว Rambus ยังมีพันธมิตรอีกเช่น คอมแพค, เอชพี, เนชันแนล เซมิคอนดักเตอร์, เอเซอร์ แลบอเรทอรีส์ ปัจจุบัน Rambus ถูกเรียกว่า RDRAM หรือ Rambus DRAM ซึ่งออกมาทั้งหมด 3 รุ่นคือ Base RDRAM, Concurrent RDRAM และ Direct RDRAM RDRAM แตกต่างไปจาก SDRAM เรื่องการออกแบบอินเทอร์-เฟซของหน่วยความจำ Rambus ใช้วิธีการจัด address การจัดเก็บและรับข้อมูลในแบบเดิม ในส่วนการปรับปรุงโอนย้ายถ่ายข้อมูล ระหว่าง RDRAM ไปยังชิปเซตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีอัตราการส่งข้อมูลเป็น 4 เท่าของความเร็ว FSB ของตัว RAM คือ มี 4 ทิศทางในการรับส่งข้อมูล เช่น RAM มีความเร็ว BUS = 100 MHz คูณกับ 4 pipline จะเท่ากับ 400 MHz
    วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการขนถ่ายข้อมูลของ RDRAM นั้นก็คือ จะใช้อินเทอร์เฟซเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Rambus Interface ซึ่งจะมีอยู่ที่ปลายทางทั้ง 2 ด้าน คือทั้งในตัวชิป RDRAM เอง และในตัวควบคุมหน่วยความจำ (Memory controller อยู่ในชิปเซต) เป็นตัวช่วยเพิ่มแบนด์วิดธ์ให้ โดย Rambus Interface นี้จะทำให้ RDRAM สามารถขนถ่ายข้อมูลได้สูงถึง 400 MHz DDR หรือ 800 เมกะเฮิรตซ์ เลยทีเดียว
    แต่การที่มีความสามารถในการขนถ่ายข้อมูลสูง ก็เป็นผลร้ายเหมือนกัน เพราะทำให้มีความจำเป็นต้องมี Data path หรือทางผ่านข้อมูลมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อรองรับปริมาณการขนถ่ายข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ขนาดของ die บนตัวหน่วยความจำต้องกว้างขึ้น และก็ทำให้ต้นทุนของหน่วยความจำแบบ Rambus นี้ สูงขึ้นและแม้ว่า RDRAM จะมีการทำงานที่ 800 เมกะเฮิรตซ์ แต่เนื่องจากโครงสร้างของมันจะเป็นแบบ 16 บิต (2 ไบต์) ทำให้แบนด์วิดธ์ของหน่วยความจำชนิดนี้ มีค่าสูงสุดอยู่ที่ 1.6 กิกะไบต์ต่อวินาทีเท่านั้น (2 x 800 = 1600) ซึ่งก็เทียบเท่ากับ PC1600 ของหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM

    สัญญาณนาฬิกา

    DDR-SDRAM จะมีพื้นฐานเหมือนกับ SDRAM ทั่วไปมีความถี่ของสัญญาณนาฬิกาเท่าเดิม (100 และ 133 เมกะเฮิรตซ์) เพียงแต่ว่า หน่วยความจำแบบ DDR นั้น จะสามารถขนถ่ายข้อมูลได้มากกว่าเดิมเป็น 2 เท่า เนื่องจากมันสามารถขนถ่ายข้อมูลได้ทั้งในขาขึ้นและขาลงของหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ในขณะที่หน่วยความจำแบบ SDRAM สามารถขนถ่ายข้อมูลได้เพียงขาขึ้นของรอบสัญญาณนาฬิกาเท่านั้น
    ด้วยแนวคิดง่าย ๆ แต่สามารถเพิ่มแบนด์วิดธ์ได้เป็นสองเท่า และอาจจะได้พบกับหน่วยความจำแบบ DDR II ซึ่งก็จะเพิ่มแบนด์วิดธ์ขึ้นไปอีก 2 เท่า จากหน่วยความจำแบบ DDR (หรือเพิ่มแบนด์วิดธ์ไปอีก 4 เท่า เมื่อเทียบกับหน่วยความจำแบบ SDRAM) ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับกรณีของ AGP ซึ่งพัฒนามาเป็น AGP 2X 4X และ AGP 8X
    หน่วยความจำแบบ DDR จะใช้ไฟเพียง 2.5 โวลต์ แทนที่จะเป็น 3.3 โวลต์เหมือนกับ SDRAM ทำให้เหมาะที่จะใช้กับโน้ตบุ๊ก และด้วยการที่พัฒนามาจากพื้นฐานเดียว DDR-SDRAM จะมีความแตกต่างจาก SDRAM อย่างเห็นได้ชัดอยู่หลายจุด เริ่มตั้งแต่มีขาทั้งหมด 184 pin ในขณะที่ SDRAM จะมี 168 pin อีกทั้ง DDR-SDRAM ยังมีรูระหว่าง pin เพียงรูเดียว ในขณะที่ SDRAM จะมี 2 รู ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า DDR-SDRAM นั้น ไม่สามารถใส่ใน DIMM ของ SDRAM ได้ หรือต้องมี DIMM เฉพาะใช้ร่วมกันไม่ได้

    การเรียกชื่อ RAM

    Rambus ซึ่งใช้เรียกชื่อรุ่นหน่วยความจำของตัวเองว่า PC600, PC700 และ ทำให้ DDR-SDRAM เปลี่ยนวิธีการเรียกชื่อหน่วยความจำไปเช่นกัน คือแทนที่จะเรียกตามความถี่ของหน่วยความจำว่าเป็น PC200 (PC100 DDR) หรือ PC266 (PC133 DDR) กลับเปลี่ยนเป็น PC1600 และ PC2100 ซึ่งชื่อนี้ก็มีที่มาจากอัตราการขนถ่ายข้อมูลสูงสุดที่หน่วยความจำรุ่นนั้น สามารถทำได้ ถ้าจะเปรียบเทียบกับหน่วยความจำแบบ SDRAM แล้ว PC1600 ก็คือ PC100 MHz DDR และ PC2100 ก็คือ PC133 MHz DDR เพราะหน่วยความจำที่มีบัส 64 บิต หรือ 8 ไบต์ และมีอัตราการขนถ่ายข้อมูล 1600 เมกะไบต์ต่อวินาที ก็จะต้องมีความถี่อยู่ที่ 200 เมกะเฮิรตซ์ (8 x 200 = 1600) หรือถ้ามีแบนด์วิดธ์ที่ 2100 เมกะไบต์ต่อวินาที ก็ต้องมีความถี่อยู่ที่ 266 เมกะเฮิรตซ์ (8 x 266 = 2100)

    อนาคตของ RAM

    บริษัทผู้ผลิตชิปเซตส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสนใจกับหน่วยความจำแบบ DDR กันมากขึ้น อย่างเช่น VIA ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่ของโลกจากไต้หวัน ก็เริ่มผลิตชิปเซตอย่าง VIA Apollo KT266 และ VIA Apollo KT133a ซึ่งเป็นชิปเซตสำหรับซีพียูในตระกูลแอธลอน และดูรอน (Socket A) รวมถึงกำหนดให้ VIA Apolle Pro 266 ซึ่งเป็นชิปเซตสำหรับเซลเลอรอน และเพนเทียม (Slot1, Socket 370) หันมาสนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM แทนที่จะเป็น RDRAM

    แนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดของทั้ง DDR II กับ RDRAM เวอร์ชันต่อไป เทคโนโลยี quard pump คือการอัดรอบเพิ่มเข้าไปเป็น 4 เท่า เหมือนกับในกรณีของ AGP ซึ่งนั่นจะทำให้ DDR II และ RDRAM เวอร์ชันต่อไป มีแบนด์-วิดธ์ที่สูงขึ้นกว่างปัจจุบันอีก 2 เท่า ในส่วนของ RDRAM นั้น การเพิ่มจำนวนสล็อตในหนึ่ง channel ก็น่าจะเป็นหนทางการพัฒนาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็จะเป็นการเพิ่มแบนด์วิดธ์ของหน่วยความจำขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเช่น กัน และทั้งหมดที่ว่ามานั้น คงจะพอรับประกันได้ว่า การต่อสู้ระหว่าง DDR และ Rambus คงยังไม่จบลงง่าย ๆ และหน่วยความจำแบบ DDR ยังไม่ได้เป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด

    วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    Kingston เปิดตัว USB 3.0 Media Reader

    บริษัท คิงส์ตัน เทคโนโลยี ประเทศไทย ผู้ผลิต และพัฒนาหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก เปิดตัว Kingston USB 3.0 Media Reader ที่มาพร้อมเทคโนโลยี USB 3.0 เพื่อประสิทธิภาพ และความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น
    Kingston USB 3.0 Media Reader สามารถรองรับการ์ดได้หลายฟอร์แมต รวมถึงการ์ดความจุสูงเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง SDXC โดดเด่นด้วยดีไซน์แบบ Plug-and-Play ที่ใช้งานง่าย และรวดเร็ว ให้ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดถึง 5.0Gb/วินาที จึงเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะกับไฟล์ภาพความละเอียดสูง และไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้เชื่อถือได้ในประสิทธิภาพ และความรวดเร็ว และยังรองรับ USB 2.0 อีกด้วย
    นาธาน ซู (Nathan Su) ผู้อำนวยการฝ่ายขายผลิตภัณฑ์หน่วยความจำแฟลชประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของคิงส์ตัน กล่าวว่า “ด้วยความสามารถในการรองรับการ์ดได้หลายฟอร์แมตบวกกับขนาดที่เล็กกะทัดรัด Kingston USB 3.0 Media Reader จึงเหมาะกับการใช้งานทั้งในที่อยู่อาศัย สำนักงาน และระหว่างการเดินทาง นับเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการอ่านการ์ดความเร็วสูงที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน และช่วยให้การถ่ายโอนไฟล์ภาพ เพลง ข้อมูลต่างๆ ระหว่างแพลตฟอร์ม เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว”


    SONY New VAIO Z [หรูหรา บางเบา แรงเกินตัว]

    VAIO Z เป็นซีรีส์สูงสุดของโน๊ตบุ้ก SONY ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์ตัวเครื่องที่เน้นความหรูหรา บางเบา มาพร้อมกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ระดับไฮเอนด์และสเปกอันสุดแรง จนไม่น่าเชื่อว่ามันจะอยู่ในโน้ตบุ้กขนาดเพียงเท่านี้ได้ ทุกครั้งที่ SONY VAIO Z เปิดตัวออกมาก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ต้องมีอะไรใหม่ ๆ ออกมาให้ได้ตื่นเต้นกันอยู่เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน…
    SONY VAIO Z VPCZ217GH/X คือโน้ตบุ๊ก SONY VAIO Z ที่ผมกำลังกล่าวถึงอยู่ครับ เพิ่งจะมีข่าวเปิดตัวทางฝั่งยุโรปเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี่เอง เวลานี้ของจริงได้มาอยู่ในมือของทีมงาน NBS เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องความบางเบาถือเป็นสเปกพื้นฐานของโน้ตบุ๊กตระกูลนี้อยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แต่ที่น่าสนใจมากที่สุดเห็นจะเป็นพอร์ตเชื่อมต่อความเร็วสูงที่มีชื่อว่า Light Peak (แบบเดียวกันกับพอร์ต Thunderbolt ของ Apple) ออกแบบมาไว้เพื่อต่อใช้งานกับ Power Media Dock อุปกรณ์เสริมที่มากับโน้ตบุ๊กรุ่นนี้ ซึ่งมีหน้าที่หลักเป็นกราฟิกการ์ด AMD RADEON HD 6730M มาในรูปแบบของไดรฟ์แบบต่อภายนอก นี่ละครับคือความพิเศษที่ว่าของโน้ตบุ๊กรุ่นนี้
    นอกจากมีกราฟิกการ์ดตัวแรงมาในแบบ docking แล้ว สเปกของตัวเครื่องเองก็จัดมาแบบเต็มพิกัดด้วยเช่นกัน ด้วยขุมพลังจากซีพียู Core i7 2620M, หน่วยความจำ DDR3 8GB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แบบ SSD ขนาด 256GB ต่อมาแบบ RAID 0 เพื่อความแรงแบบสุด ๆ,ไดรฟ์ Blu-ray และจอภาพความละเอียดระดับ FULL HD
    Body
    บางเบาที่มาพร้อมกับความแข็งแรง ทนทาน เพราะบอดี้ของ SONY VAIO Z VPCZ217GH ประกอบขึ้นโดยใช้วัสดุหลักเพียง 2 อย่าง นั่นก็คือ carbon ที่ฝาหลังจอภาพและฐานล่างของตัวเครื่อง ส่วนวัสดุหลักอีกอย่างนั้นเป็นอะลูมิเนียมแบบชิ้นเดียวกันไร้รอยต่อตรงที่พักมือและบริเวณโดยรอบคีย์บอร์ด
    จอภาพกางออกมาได้มากที่สุดตามที่เห็นในภาพ
    เมื่อกางจอภาพออกมา ส่วนของจอภาพจะทำหน้าที่เป็นแท่นรองพื้นไปด้วยในตัว ที่เราเห็นยื่นออกมาในภาพทำมาจากยางชนิดแข็ง ไม่ก่อให้เกิดรอยขีดข่วนเมื่อวางลงอย่างแน่นอน
    บางกว่ากล่องดีวีดีอยู่ไม่น้อย ขนาดของตัวเครื่องกำลังเหมาะแก่การพกพา
    น้ำหนักตัวเครื่องพร้อมแบตเตอรี่เบามากอยูที่ 1.144 กิโลกรัมเท่านั้น และเมื่อรวมอแดปเตอร์เข้ามาด้วยก็ยังหนักไม่ถึง 1.5 กฺิโลกรัมเลย

    วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    หุ่นยนต์เล่นปิงปอง


    หุ่นยนต์เล่นปิงปองจากเวียดนาม

    TOPIO หุ่นยนต์เล่นปิงปองที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยกลุ่มวิศวกรของบริษัท TOSY ที่กรุง HANOI ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในงาน “International Robot Exhibition 2007” ซึ่งเป็นงานนิทรรศการหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

    TOPIO ย่อมาจาก “Tosy Pingpong Playing Robot” เป็นหุ่นยนต์ที่มีหัว แขนสองข้าง และมีขาหกขาช่วยให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว “หุ่นยนต์นักกีฬา” ตัวนี้ทำจากคาร์บอนผสมที่มีความทนทานสูงและเบา ซึ่งช่วยให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว

    TOPIO มีกล้องจับความเร็วสูงสี่ตัวและติดตั้งคอมพิวเตอร์สองเครื่องสามารถรับรู้ทิศทางและความหมุนเร็วของลูกปิงปองหลังจากลูกปิงปองถูกตีออกจากไม้ตีของคู่ต่อสู้ และตีโต้กลับได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง

    นอกจากนี้ทีมวิศวกรยังได้ติดตั้งโปรแกรม Module เทคโนโลยีชั้นสูงที่ทันสมัย ทำให้หุ่นยนต์ TOPIO สามารถยกระดับทักษะของตัวเองในแต่ละเกมการแข่งขัน ซึ่งนี่คือเหตุผลที่กลุ่มวิศวกรเชื่อว่า “การสร้างหุ่นยนต์ที่สามารถเอาชนะนักกีฬามืออาชีพ”เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

    นอกจากนั้น TOPIO ยังสามารถเสิร์ฟบอลได้เอง คำนวณ ประกาศคะแนน และแสดงความรู้สึกออกมาแบบตลก ๆ หลังจากการชนะหรือแพ้คู่แข่งขัน

    วิศวกร Ho Vinh Hoang หัวหน้าโครงการ TOPIO เปิดเผยว่า “หุ่นยนต์ TOPIO ใช้เวลาในการพัฒนา 2 ปี ซึ่งตัวที่นำออกสู่สายตาสาธารณชนในครั้งนี้เป็นตัวจำลองเริ่มแรกเพื่อทดลองความคล่องตัวความถูกต้องแม่นยำ และความฉลาดในการควบคุมลูกปิงปองที่มีความเร็วสูงเพื่อเป็นพื้นฐานให้กับตัวจำลองต่อไป โดยหุ่นยนต์ TOPIO ตัวต่อไปจะได้พัฒนาให้มีขาสองข้างเคลื่อนไหวเหมือนคน โดยพวกเราไม่เพียงคาดหวังว่าหุ่นยนต์ TOPIO จะเล่นปิงปองชนะคนเท่านั้น แต่ยังจะสามารถเล่นกีฬาชนิดต่างๆ อย่างเช่น วิ่ง เล่นฟุตบอล มวย รำดาบ ปีนต้นไม้ ฯลฯ ได้อีกด้วย และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้ต่อไป”

    นิทรรศการ “International Robot Exhibition 2007” จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2550 ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่หุ่นยนต์ TOPIO ปรากฏตัวเป็นครั้งแรก โดยหุ่นยนต์ตัวนี้ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประเทศเวียดนามมากนัก

    นับตั้งแต่วันเปิดงานหุ่นยนต์จากเวียดนามตัวนี้ได้สร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ชมที่มาจาก 100 ประเทศทั่วโลก และได้รับคำเชิญชวนให้มาร่วมงานนิทรรศการสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเยอรมันนีต่อไป และอาจจะกลับมาแสดงที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในปีหน้า

    โดยงานต่อไปที่ TOPIO จะไปแสดง คือ งาน Spielwarenmese toy Fair ที่เมือง Nurembug ประเทศเยอรมันนี ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2551

    แหล่งที่มาข้อมูล VNExpress
    แปลและเรียบเรียงโดย ศูนย์อินโดจีนศึกษา วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา